เคยไหมที่กำลังจะใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือ แต่กลับเจอสัญลักษณ์ ‘E’ ขึ้นมาแทนที่ 4G หรือ 5G ทำให้เน็ตช้าจนแทบทำอะไรไม่ได้ ปัญหานี้สร้างความหงุดหงิดไม่น้อย แต่ไม่ต้องกังวล เพราะปัญหาส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง บทความนี้จะพาไปดูสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาเน็ตโทรศัพท์ขึ้น E แบบละเอียดทุกขั้นตอน ให้คุณกลับมาท่องโลกออนไลน์ได้ลื่นไหลเหมือนเดิม
Key Point แบบสรุปสั้นๆ
- สัญลักษณ์ ‘E’ คือเครือข่าย EDGE หรือ 2G ซึ่งมีความเร็วต่ำมาก ไม่เหมาะกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน
- สาเหตุหลักเกิดจากอยู่ในพื้นที่สัญญาณ 4G/5G อ่อน การตั้งค่าเครือข่ายผิดพลาด หรือปัญหาชั่วคราวจากผู้ให้บริการ
- วิธีแก้ไขเบื้องต้นที่ได้ผลเร็วที่สุดคือการเปิด-ปิดโหมดเครื่องบิน หรือรีสตาร์ทเครื่องใหม่
- หากยังไม่หาย ให้ตรวจสอบการตั้งค่าโหมดเครือข่ายในมือถือให้เป็นแบบอัตโนมัติ (Auto) หรือเลือก 4G/5G
- การรีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่าย (Reset Network Settings) เป็นอีกวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นได้
ทำความเข้าใจก่อนแก้: สัญญาณ E คืออะไร?
ก่อนจะไปดูวิธีแก้ เรามาทำความรู้จักกับเจ้าสัญลักษณ์ ‘E’ กันก่อน ‘E’ ย่อมาจาก EDGE (Enhanced Data rates for GSM Evolution) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเครือข่ายในยุค 2G พูดง่ายๆ คือเป็นสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ ‘เก่าและช้ามาก’ เมื่อเทียบกับ 4G หรือ 5G ในปัจจุบัน ความเร็วของ EDGE อยู่ที่ประมาณ 200-300 Kbps เท่านั้น ซึ่งเพียงพอสำหรับการส่งข้อความผ่านแอปแชทแบบพื้นฐาน แต่ไม่สามารถใช้ดูวิดีโอ, เล่นโซเชียลมีเดีย, หรือโหลดหน้าเว็บสมัยใหม่ได้อย่างราบรื่นแน่นอน ดังนั้น เมื่อมือถือของคุณจับสัญญาณ E ก็เท่ากับว่าคุณกำลังเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำสุดนั่นเอง
สาเหตุหลักที่ทำให้เน็ตโทรศัพท์ขึ้น E
การที่มือถือเปลี่ยนไปจับสัญญาณ E แทน 4G/5G ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ ส่วนใหญ่มักมาจากปัจจัยหลักๆ ดังนี้
- อยู่ในพื้นที่อับสัญญาณ: นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เช่น อยู่ในชั้นใต้ดิน, ในลิฟต์, อาคารที่มีผนังหนาทึบ, หรือพื้นที่ห่างไกลจากเสาสัญญาณ เมื่อสัญญาณ 4G/5G อ่อนมาก มือถือจะพยายามหาสัญญาณอื่นที่จับได้ ซึ่งก็คือ 3G หรือ 2G (EDGE) เพื่อให้ยังคงเชื่อมต่อได้
- การตั้งค่าเครือข่ายไม่ถูกต้อง: บางครั้งผู้ใช้อาจเผลอไปตั้งค่าให้มือถือจับเฉพาะสัญญาณ 2G/3G เท่านั้น หรือตั้งค่าบางอย่างผิดพลาด ทำให้เครื่องไม่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่าย 4G/5G ได้
- ปัญหาชั่วคราวจากเครือข่ายผู้ให้บริการ: อาจมีการปิดปรับปรุงเสาสัญญาณในพื้นที่ของคุณ หรือเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิค ทำให้สัญญาณ 4G/5G หายไปชั่วคราว
- ซิมการ์ดมีปัญหา: ซิมการ์ดที่เก่าหรือชำรุดอาจส่งผลต่อความสามารถในการจับสัญญาณเครือข่ายรุ่นใหม่ๆ ได้
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: วิธีแก้เน็ตมือถือเล่นไม่ได้ เน็ตช้า ต้องทำไงบ้าง
รวมวิธีแก้ปัญหาเน็ตขึ้น E ให้กลับมาเป็น 4G/5G
เมื่อเข้าใจสาเหตุแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการแก้ไข ลองทำตามทีละขั้นตอนจากง่ายไปยาก รับรองว่าปัญหาส่วนใหญ่จะถูกแก้ไขได้แน่นอน
ขั้นตอนที่ 1: แก้ไขเบื้องต้น (Quick Fix)
วิธีเหล่านี้ง่ายและรวดเร็วที่สุด ควรลองเป็นอันดับแรก
- เปิด-ปิดโหมดเครื่องบิน (Airplane Mode): การเปิดโหมดเครื่องบินค้างไว้ประมาณ 15-30 วินาที แล้วปิด จะเป็นการบังคับให้มือถือตัดการเชื่อมต่อจากเสาสัญญาณทั้งหมดและเริ่มค้นหาใหม่อีกครั้ง ซึ่งมักจะช่วยให้เครื่องกลับไปจับสัญญาณ 4G/5G ที่ดีที่สุดได้
- รีสตาร์ทเครื่อง (Restart): การปิดแล้วเปิดเครื่องใหม่เป็นวิธีแก้ปัญหาสารพัดโรคของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การรีสตาร์ทจะช่วยล้างค่าชั่วคราวที่อาจเกิดข้อผิดพลาดในระบบและทำให้การเชื่อมต่อกลับมาเป็นปกติ
ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบและเปลี่ยนโหมดเครือข่าย
หากวิธีแรกไม่ได้ผล อาจเป็นไปได้ว่าการตั้งค่าเครือข่ายของคุณถูกเปลี่ยนไป ให้เข้าไปตรวจสอบและตั้งค่าให้ถูกต้องตามระบบปฏิบัติการที่คุณใช้
สำหรับ Android:
- ไปที่ ‘การตั้งค่า’ (Settings) > ‘เครือข่ายมือถือ’ (Mobile Network) หรือ ‘การเชื่อมต่อ’ (Connections)
- เลือกซิมการ์ดที่ใช้งานอินเทอร์เน็ต
- แตะที่ ‘โหมดเครือข่ายที่ต้องการ’ (Preferred network type)
- เลือกเป็น ‘5G/4G/3G/2G (อัตโนมัติ)’ หรือ ‘4G/3G/2G (อัตโนมัติ)’ เพื่อให้เครื่องเลือกจับสัญญาณที่ดีที่สุดเอง
สำหรับ iOS (iPhone):
- ไปที่ ‘การตั้งค่า’ (Settings) > ‘เซลลูลาร์’ (Cellular)
- แตะที่ ‘ตัวเลือกข้อมูลเซลลูลาร์’ (Cellular Data Options)
- ไปที่ ‘เสียงและข้อมูล’ (Voice & Data)
- เลือกเป็น ‘5G อัตโนมัติ’ (5G Auto) หรือ ‘LTE’ (ซึ่งก็คือ 4G)
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: ตั้งค่า 4G/5G บนมือถือยังไงให้สัญญาณนิ่งและเน็ตไม่หลุด
ขั้นตอนที่ 3: รีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่าย (Reset Network Settings)
หากสองขั้นตอนแรกยังแก้ปัญหาไม่ได้ การรีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่ายเป็นทางเลือกถัดไป วิธีนี้จะลบการตั้งค่าที่เกี่ยวกับเครือข่ายทั้งหมด รวมถึงรหัสผ่าน Wi-Fi ที่เคยบันทึกไว้ และอุปกรณ์ Bluetooth ที่เคยจับคู่ แต่จะไม่ลบข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ของคุณ
สำหรับ Android:
- ไปที่ ‘การตั้งค่า’ (Settings) > ‘การจัดการทั่วไป’ (General Management) > ‘รีเซ็ต’ (Reset)
- เลือก ‘รีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่าย’ (Reset network settings) แล้วยืนยัน
สำหรับ iOS (iPhone):
- ไปที่ ‘การตั้งค่า’ (Settings) > ‘ทั่วไป’ (General) > ‘ถ่ายโอนหรือรีเซ็ต iPhone’ (Transfer or Reset iPhone)
- แตะ ‘รีเซ็ต’ (Reset) > ‘รีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่าย’ (Reset Network Settings) แล้วใส่รหัสผ่านเพื่อยืนยัน
ขั้นตอนที่ 4: ตรวจสอบและตั้งค่า APN
APN (Access Point Name) คือการตั้งค่าที่ทำให้มือถือของคุณเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับเครือข่ายผู้ให้บริการได้ หากค่านี้ผิดเพี้ยนไปก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้เช่นกัน โดยปกติแล้วค่านี้จะถูกตั้งค่าอัตโนมัติ แต่เราสามารถเข้าไปรีเซ็ตให้เป็นค่าเริ่มต้นได้
- วิธีค้นหาบน Android: ‘การตั้งค่า’ > ‘เครือข่ายมือถือ’ > เลือกซิม > ‘ชื่อจุดเข้าใช้งาน’ (Access Point Names) จากนั้นกดที่เมนู (จุดสามจุด) แล้วเลือก ‘รีเซ็ตเป็นค่าเริ่มต้น’
- วิธีค้นหาบน iOS: ปกติแล้ว iOS จะตั้งค่าให้อัตโนมัติและไม่สามารถแก้ไขได้ แต่การรีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่ายในขั้นตอนที่ 3 จะช่วยรีเซ็ตค่า APN ไปด้วยในตัว
ขั้นตอนที่ 5: ถอดและใส่ซิมการ์ดใหม่
ลองปิดเครื่อง แล้วใช้เข็มจิ้มถาดซิมออกมา นำซิมการ์ดมาเช็ดทำความสะอาดหน้าสัมผัสสีทองเบาๆ ด้วยผ้าแห้ง แล้วใส่กลับเข้าไปใหม่ให้แน่นสนิท จากนั้นเปิดเครื่องอีกครั้ง บางครั้งซิมที่ขยับหรือไม่เข้าที่ก็เป็นสาเหตุของปัญหาได้เช่นกัน
ถ้าลองทุกวิธีแล้วยังไม่หาย ควรทำอย่างไร?
หากคุณได้ทำตามทุกขั้นตอนแล้ว แต่เน็ตยังคงขึ้น E อยู่ตลอดเวลา อาจเป็นสัญญาณของปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น เช่น ปัญหาจากเสาสัญญาณในพื้นที่ของคุณเป็นวงกว้าง, ปัญหาที่ซิมการ์ดชำรุดถาวร, หรืออาจเป็นที่ฮาร์ดแวร์ของตัวโทรศัพท์เอง ในกรณีนี้ สิ่งที่ดีที่สุดคือการติดต่อ Call Center ของผู้ให้บริการเครือข่ายที่คุณใช้งาน (เช่น AIS โทร 1175) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบปัญหาจากระบบโดยตรง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำไมอยู่ในเมืองแท้ๆ แต่เน็ตยังขึ้น E?
แม้จะอยู่ในเมืองที่มีสัญญาณครอบคลุม แต่การอยู่ในจุดอับสัญญาณ เช่น ภายในอาคารคอนกรีตหนาๆ ชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้า หรือช่วงเวลาที่มีคนใช้เน็ตหนาแน่นมากๆ (Network Congestion) ก็อาจทำให้มือถือสลับไปจับสัญญาณ E ชั่วคราวได้ครับ
ใช้อินเทอร์เน็ตบนสัญญาณ E ปลอดภัยหรือไม่?
ความปลอดภัยในการใช้อินเทอร์เน็ตไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วของสัญญาณ แต่ขึ้นอยู่กับเว็บไซต์หรือบริการที่คุณใช้ หากคุณเข้าเว็บไซต์ที่มีการเข้ารหัส (ขึ้นต้นด้วย https://) ข้อมูลของคุณก็ยังปลอดภัยเหมือนเดิม เพียงแต่การใช้งานจะช้ามากจนน่ารำคาญเท่านั้น
การรีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่ายจะทำให้ข้อมูลในเครื่องหายไหม?
ไม่หายครับ การรีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่ายจะลบเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับการเชื่อมต่อ เช่น รหัสผ่าน Wi-Fi ที่เคยบันทึกไว้, อุปกรณ์ Bluetooth ที่เคยจับคู่ และการตั้งค่า VPN เท่านั้น ข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ เช่น รูปภาพ, รายชื่อ, แอปพลิเคชัน จะยังอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม
เปลี่ยนซิมใหม่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ไหม?
อาจจะช่วยได้ในกรณีที่ซิมการ์ดเดิมของคุณเก่ามากหรือมีร่องรอยชำรุด ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพในการจับสัญญาณลดลง หากสงสัยว่าซิมอาจมีปัญหา สามารถติดต่อศูนย์บริการเพื่อขอเปลี่ยนซิมใหม่เบอร์เดิมได้ครับ
