ความเร็วเน็ต Mbps กับ GB ต่างกันอย่างไร วิธีดูให้เข้าใจก่อนสมัคร

Internet speed mbps vs gb explained featured 16x9 1

เคยสงสัยไหมว่าเวลาเลือกโปรเน็ตมือถือ ทำไมบางโปรเน้นตัวเลข Mbps สูงๆ แต่บางโปรกลับชูจุดเด่นที่ GB เยอะๆ การทำความเข้าใจว่าความเร็วเน็ต Mbps กับ GB แตกต่างกันอย่างไร คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณเลือกแพ็กเกจที่เหมาะสมและคุ้มค่ากับการใช้งานจริงมากที่สุด ไม่ต้องจ่ายแพงเกินความจำเป็นหรือเจอปัญหาเน็ตหมดกลางเดือนอีกต่อไป

Key Point สรุปสั้นๆ

  • Mbps (Megabit per second) คือ ‘ความเร็ว’ ของอินเทอร์เน็ต เปรียบเหมือนความเร็วของรถยนต์ ยิ่งสูงยิ่งโหลดเร็ว ดูวิดีโอคมชัดไม่สะดุด
  • GB (Gigabyte) คือ ‘ปริมาณ’ หรือ ‘ความจุ’ ของดาต้าที่คุณใช้ได้ เปรียบเหมือนปริมาณน้ำมันในถัง ทุกกิจกรรมออนไลน์จะใช้ GB ไปเรื่อยๆ
  • ความเร็วสูง (High Mbps) เหมาะกับการสตรีมวิดีโอ 4K, เล่นเกมออนไลน์, วิดีโอคอลล์
  • ปริมาณเยอะ (High GB) เหมาะกับคนที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตตลอดทั้งวัน แต่ไม่ต้องการความเร็วสูงสุดตลอดเวลา
  • การเลือกโปรที่ดีที่สุดคือการสร้างสมดุลระหว่าง Mbps และ GB ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์การใช้งานของคุณ

Mbps คืออะไร? เจาะลึกหน่วยวัด ‘ความเร็ว’ อินเทอร์เน็ต

Mbps ย่อมาจาก Megabits per second (เมกะบิตต่อวินาที) เป็นหน่วยที่ใช้วัด ‘ความเร็ว’ ในการรับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต ลองจินตนาการว่าอินเทอร์เน็ตคือถนน และข้อมูลคือรถยนต์ ค่า Mbps ก็คือความเร็วสูงสุดที่รถยนต์สามารถวิ่งได้บนถนนเส้นนั้น หรืออาจเปรียบได้กับขนาดของท่อน้ำ ยิ่งท่อใหญ่ (Mbps สูง) น้ำก็ยิ่งไหลผ่านได้เร็วและแรง

ค่า Mbps ที่สูงขึ้นหมายความว่าคุณจะใช้เวลาในการดาวน์โหลดหรืออัปโหลดข้อมูลน้อยลง กิจกรรมต่างๆ บนโลกออนไลน์จะลื่นไหลและรวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น การดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่, การดูวิดีโอสตรีมมิ่งความละเอียดสูง (HD/4K) โดยไม่กระตุก, การเล่นเกมออนไลน์ที่ต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว หรือการประชุมผ่านวิดีโอคอลล์ที่ภาพและเสียงคมชัด

กิจกรรมที่ได้ประโยชน์จาก Mbps สูง:

  • การสตรีมวิดีโอ: ดู Netflix, YouTube, Disney+ ที่ความละเอียด 4K ต้องใช้ความเร็วประมาณ 25 Mbps ขึ้นไป
  • การเล่นเกมออนไลน์: ลดอาการแลค (Lag) ทำให้การตอบสนองในเกมดีขึ้น
  • การดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่: โหลดแอปพลิเคชัน, อัปเดตซอฟต์แวร์ หรือไฟล์งานขนาดหลาย GB ได้ในเวลาไม่นาน
  • การทำงานจากที่บ้าน: การประชุมออนไลน์ผ่าน Zoom หรือ Microsoft Teams จะราบรื่นขึ้น

GB คืออะไร? ทำความเข้าใจหน่วยวัด ‘ปริมาณ’ ดาต้า

GB ย่อมาจาก Gigabyte (กิกะไบต์) เป็นหน่วยที่ใช้วัด ‘ปริมาณ’ หรือ ‘ความจุ’ ของข้อมูลที่คุณสามารถใช้งานได้ทั้งหมดในแพ็กเกจนั้นๆ หาก Mbps คือความเร็วของรถยนต์ GB ก็เปรียบเสมือน ‘ปริมาณน้ำมันในถัง’ ที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่ว่ารถของคุณจะวิ่งเร็วแค่ไหน (Mbps สูง) แต่ถ้าน้ำมันหมด (GB หมด) คุณก็ไปต่อไม่ได้

ทุกครั้งที่คุณทำกิจกรรมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเว็บไซต์, เล่นโซเชียลมีเดีย, ดูวิดีโอ, ฟังเพลง หรือส่งอีเมล คุณกำลังใช้ปริมาณดาต้า (GB) จากแพ็กเกจของคุณอยู่เสมอ กิจกรรมที่ใช้ภาพและวิดีโอความละเอียดสูงจะใช้ปริมาณดาต้ามากกว่ากิจกรรมที่เน้นข้อความเป็นหลัก ดังนั้น หากคุณเป็นคนที่ชอบดูวิดีโอหรือสตรีมคอนเทนต์บ่อยๆ คุณจำเป็นต้องมีแพ็กเกจที่มี GB เพียงพอต่อการใช้งานตลอดทั้งเดือน

กิจกรรมออนไลน์ ปริมาณดาต้าที่ใช้โดยประมาณ (ต่อ 1 ชั่วโมง)
ท่องเว็บ / เล่นโซเชียลมีเดีย ~60-100 MB
ฟังเพลงสตรีมมิ่ง (คุณภาพปกติ) ~40-80 MB
ดูวิดีโอ YouTube (ความละเอียด 480p) ~250-300 MB
ดูวิดีโอ YouTube (ความละเอียด 1080p HD) ~1.5-2 GB
ประชุมวิดีโอคอลล์ (Zoom/Teams) ~500 MB – 1.5 GB

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: Mbps vs. GB ในสถานการณ์จริง

เพื่อให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสองหน่วยนี้ได้ดียิ่งขึ้น ลองดูสถานการณ์สมมติต่อไปนี้

  • โปร A: เน็ตเร็ว 1,000 Mbps ปริมาณ 20 GB
    เปรียบเหมือนรถแข่งฟอร์มูล่าวันที่มีถังน้ำมันขนาดเล็ก คุณสามารถดาวน์โหลดหนัง 4K ขนาด 15 GB เสร็จในเวลาไม่กี่นาที แต่หลังจากนั้นคุณจะเหลือเน็ตให้ใช้อีกแค่ 5 GB ซึ่งอาจไม่พอใช้ไปจนถึงสิ้นเดือน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความเร็วสูงสุดในบางครั้งคราว แต่ไม่ได้ใช้งานอินเทอร์เน็ตหนักตลอดเวลา
  • โปร B: เน็ตเร็ว 10 Mbps ไม่จำกัดปริมาณ (Unlimited GB)
    เปรียบเหมือนรถยนต์อีโคคาร์ที่มีถังน้ำมันไม่จำกัด คุณสามารถขับไปได้เรื่อยๆ ตลอดทั้งเดือนโดยไม่ต้องกังวลว่าน้ำมันจะหมด การดูวิดีโอ HD อาจต้องรอโหลดบ้างเล็กน้อย และการดาวน์โหลดไฟล์ใหญ่จะใช้เวลานาน แต่สำหรับการใช้งานทั่วไปอย่างโซเชียลมีเดีย, แชท, ฟังเพลง หรือดูวิดีโอความละเอียดมาตรฐาน ถือว่าเพียงพอและสบายใจได้
  • โปร C: เน็ตเร็ว 30 Mbps ปริมาณ 80 GB
    เปรียบเหมือนรถเก๋งซีดานที่สมดุล เป็นการผสมผสานที่ดีระหว่างความเร็วและระยะทาง ความเร็ว 30 Mbps เพียงพอสำหรับการสตรีมวิดีโอ 4K ได้อย่างราบรื่น และปริมาณ 80 GB ก็มากพอสำหรับคนส่วนใหญ่ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นประจำทุกวัน เหมาะสำหรับผู้ใช้งานส่วนใหญ่ที่ต้องการทั้งความเร็วและความจุที่เหมาะสม

วิธีเลือกโปรเน็ตให้เหมาะกับคุณ: ต้องดู Mbps หรือ GB เป็นหลัก?

คำตอบคือ ‘ต้องดูทั้งสองอย่าง’ โดยให้น้ำหนักตามพฤติกรรมการใช้งานของคุณเป็นหลัก ลองสำรวจตัวเองตามแนวทางนี้:

1. สายเอนเตอร์เทนเมนต์ (ดูหนัง/ซีรีส์/เล่นเกม)
คุณควรให้ความสำคัญกับ Mbps สูงๆ เป็นอันดับแรก (อย่างน้อย 15-20 Mbps ขึ้นไป) เพื่อประสบการณ์ที่ลื่นไหล ไม่เสียอารมณ์ จากนั้นค่อยประเมินปริมาณ GB ที่คุณใช้ต่อเดือน หากดูคอนเทนต์ HD ทุกวัน อาจต้องมองหาแพ็กเกจที่ให้ 50 GB ขึ้นไป

2. สายโซเชียลและสื่อสาร (Facebook/LINE/IG/TikTok)
การใช้งานประเภทนี้ไม่ต้องการความเร็วสูงมากนัก Mbps ระดับ 4-10 Mbps ก็เพียงพอแล้ว แต่คุณควรให้ความสำคัญกับ GB ที่มากพอ หรือเลือกใช้แพ็กเกจประเภท โปรเน็ตไม่ลดสปีด ที่ความเร็วคงที่ไปเลย จะคุ้มค่ากว่า เพราะคุณออนไลน์เกือบตลอดทั้งวัน

3. สายทำงานและเรียนออนไลน์ (Work/Learn from Anywhere)
ความเสถียรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด คุณต้องการ Mbps ที่นิ่งและเพียงพอ (ประมาณ 10-20 Mbps) สำหรับการประชุมออนไลน์และการรับส่งไฟล์งาน พร้อมกับ GB ที่มากพอสมควร เพื่อรองรับการใช้งานตลอดวันทำงาน การเลือกแพ็กเกจที่มีปริมาณดาต้าสูงๆ จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างไร้กังวล

ตรวจสอบการใช้งานและทำความเข้าใจเงื่อนไขแพ็กเกจ

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องรู้คือคำว่า ‘เน็ตเต็มสปีด’ และ ‘เน็ตต่อเนื่อง’ ที่มักพบในรายละเอียดโปรโมชัน แพ็กเกจส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบผสมผสาน เช่น ‘เน็ตเต็มสปีด 50 GB หลังจากนั้นใช้งานต่อเนื่องที่ความเร็ว 1 Mbps’

ซึ่งหมายความว่า คุณจะได้รับความเร็วสูงสุดตามที่เครือข่ายให้ได้จนกว่าจะใช้ดาต้าครบ 50 GB เมื่อใช้ครบแล้ว คุณยังสามารถเล่นเน็ตต่อได้ แต่ความเร็วจะลดลงเหลือเพียง 1 Mbps ซึ่งเพียงพอสำหรับการแชทหรือเปิดเว็บเบาๆ แต่อาจไม่เหมาะกับการดูวิดีโออีกต่อไป การเข้าใจเงื่อนไขนี้จะช่วยให้คุณวางแผนการใช้งานดาต้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณสามารถตรวจสอบปริมาณเน็ตคงเหลือได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการ เช่น myAIS หรือกดรหัส USSD เพื่อเช็คยอดคงเหลือ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีในการควบคุมการใช้งานไม่ให้เน็ตหมดก่อนเวลาอันควร

โดยสรุปแล้ว ไม่มีคำตอบตายตัวว่าโปรเน็ตแบบไหนดีที่สุด เพราะขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นผู้ใช้งานประเภทไหน การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างความเร็ว (Mbps) และปริมาณ (GB) จะทำให้คุณสามารถวิเคราะห์และเลือกแพ็กเกจที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณได้อย่างชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. เน็ต 1 GB สามารถใช้ดู YouTube ได้นานแค่ไหน?

ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความละเอียดของวิดีโอ โดยประมาณคือ: ความละเอียด 480p (มาตรฐาน) สามารถดูได้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง, แต่ถ้าเป็นความละเอียด 1080p (Full HD) จะดูได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมง

2. ความเร็วเน็ต 15 Mbps ถือว่าเร็วเพียงพอหรือไม่?

เพียงพอสำหรับการใช้งานส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการสตรีมวิดีโอความละเอียด Full HD (1080p) ได้อย่างสบายๆ การเล่นเกมออนไลน์ และการประชุมผ่านวิดีโอ แต่สำหรับการสตรีม 4K หรือดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่มากๆ อาจต้องใช้เวลารอนานขึ้นเล็กน้อย

3. ถ้าใช้เน็ต GB ในแพ็กเกจหมดก่อนครบรอบบิลจะเกิดอะไรขึ้น?

โดยทั่วไปมี 2 กรณี คือ 1) อินเทอร์เน็ตจะถูกตัดการเชื่อมต่อ และคุณต้องซื้อแพ็กเกจเสริมเพื่อใช้งานต่อ หรือ 2) ความเร็วอินเทอร์เน็ตจะลดลงเหลือตามที่เงื่อนไข FUP (Fair Usage Policy) กำหนดไว้ เช่น 1 Mbps, 512 Kbps หรือ 128 Kbps ซึ่งจะช้าลงอย่างมาก

4. ระหว่างโปร ’10 Mbps ไม่จำกัด’ กับ ‘100 Mbps ให้ 50 GB’ ควรเลือกอะไร?

ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคุณ ถ้าคุณใช้งานอินเทอร์เน็ตตลอดทั้งวันแต่ไม่เน้นการโหลดไฟล์ใหญ่หรือดู 4K บ่อยๆ โปร ’10 Mbps ไม่จำกัด’ จะให้ความสบายใจมากกว่า แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องการความเร็วสูงสุดเพื่อดูคอนเทนต์ 4K หรือดาวน์โหลดเกม แต่ไม่ได้ใช้งานหนักตลอดเวลา โปร ‘100 Mbps ให้ 50 GB’ จะมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าในช่วงที่คุณใช้งาน

หมายเหตุ: อัตราค่าบริการที่ระบุอาจยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า โปรดตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดผ่านแอป myAIS หรือกด *121# ก่อนทำรายการ

เรื่องแนะนำเพิ่มเติม