สัญญาณ 5G วิธีตั้งค่าเครื่องให้จับ 5G และแก้ปัญหา 5G ไม่ขึ้น

How to setup 5g signal fix connection issue featured 16x9 1

การใช้งานสัญญาณ 5G ช่วยให้คุณสัมผัสประสบการณ์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แต่หลายครั้งอาจพบปัญหา 5G ไม่ขึ้น บทความนี้จะแนะนำวิธีตั้งค่าเครื่องให้จับสัญญาณ 5G ได้อย่างถูกต้อง พร้อมแนวทางแก้ไขเมื่อพบปัญหา เพื่อให้คุณใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

Key Point แบบสรุปสั้นๆ

  • ตรวจสอบว่าสมาร์ทโฟน, ซิมการ์ด, และแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตของคุณรองรับ 5G
  • เปิดใช้งาน 5G ในการตั้งค่าเครือข่ายมือถือของเครื่อง (Network Settings)
  • ตรวจสอบว่าคุณอยู่ในพื้นที่ให้บริการสัญญาณ 5G ของผู้ให้บริการเครือข่าย
  • หากสัญญาณ 5G ไม่ขึ้น ลองรีสตาร์ทเครื่อง, เปิด-ปิดโหมดเครื่องบิน, หรือรีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่าย
  • ความเร็วและเสถียรภาพของ 5G ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความหนาแน่นของผู้ใช้งาน, ระยะห่างจากเสาสัญญาณ, และสิ่งกีดขวาง

5G คืออะไร และแตกต่างจาก 4G อย่างไร?

5G คือเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายยุคที่ 5 ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจาก 4G LTE โดยมีจุดเด่นที่เหนือกว่าอย่างชัดเจนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ความเร็วที่สูงขึ้น (Enhanced Mobile Broadband – eMBB), การตอบสนองที่รวดเร็วกว่าหรือความหน่วงต่ำ (Ultra-Reliable Low-Latency Communications – URLLC), และความสามารถในการรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมหาศาลพร้อมกัน (Massive Machine-Type Communications – mMTC)

หากเปรียบเทียบกับ 4G ที่เราคุ้นเคย 5G เปรียบเสมือนการอัปเกรดครั้งใหญ่ ทำให้การดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่, สตรีมมิ่งวิดีโอความละเอียดสูง 4K/8K, การเล่นเกมออนไลน์, และการใช้งานเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง AR/VR และ IoT (Internet of Things) เป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง 4G และ 5G

  • ความเร็ว (Speed): 5G มีความเร็วในการดาวน์โหลดสูงกว่า 4G หลายเท่าตัว ตามทฤษฎีอาจสูงถึง 10 Gbps ในขณะที่ 4G อยู่ที่ประมาณ 100 Mbps
  • ความหน่วง (Latency): 5G มีความหน่วงต่ำมาก (น้อยกว่า 1 มิลลิวินาที) ในขณะที่ 4G มีความหน่วงประมาณ 30-50 มิลลิวินาที ซึ่งสำคัญมากกับการใช้งานที่ต้องการการตอบสนองแบบเรียลไทม์
  • การเชื่อมต่อ (Connectivity): 5G สามารถรองรับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อในพื้นที่เดียวกันได้หนาแน่นกว่า 4G ถึง 10 เท่า

ตรวจสอบความพร้อมก่อนใช้งาน 5G

ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการตั้งค่า สิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่าคุณมีองค์ประกอบครบถ้วนสำหรับการใช้งาน 5G ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ส่วนหลักๆ ดังนี้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: ตั้งค่า 4G/5G บนมือถือยังไงให้สัญญาณนิ่งและเน็ตไม่หลุด

  • อุปกรณ์รองรับ 5G: สมาร์ทโฟนของคุณต้องเป็นรุ่นที่รองรับเทคโนโลยี 5G โดยสามารถตรวจสอบได้จากสเปกของเครื่องบนเว็บไซต์ผู้ผลิต หรือสังเกตสัญลักษณ์ 5G บนกล่องผลิตภัณฑ์
  • ซิมการ์ดรองรับ 5G: ซิมการ์ดส่วนใหญ่ในปัจจุบัน (USIM) มักจะรองรับ 5G อยู่แล้ว แต่หากใช้ซิมรุ่นเก่ามาก อาจต้องติดต่อผู้ให้บริการเพื่อขอเปลี่ยนซิมใหม่
  • แพ็กเกจอินเทอร์เน็ต 5G: คุณต้องสมัครใช้บริการแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตที่ระบุว่ารองรับการใช้งาน 5G หากใช้แพ็กเกจ 4G ธรรมดา แม้เครื่องจะพร้อม แต่ก็จะไม่สามารถจับสัญญาณ 5G ได้
  • อยู่ในพื้นที่ให้บริการ 5G: ตรวจสอบแผนที่ครอบคลุมสัญญาณ (Coverage Map) จากเว็บไซต์ของผู้ให้บริการเครือข่าย (เช่น AIS) เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นที่ที่คุณอยู่มีสัญญาณ 5G ให้บริการ

วิธีตั้งค่าเครื่องให้จับสัญญาณ 5G (iOS และ Android)

เมื่อตรวจสอบแล้วว่าทุกอย่างพร้อม ขั้นตอนต่อไปคือการเปิดใช้งาน 5G บนสมาร์ทโฟนของคุณ ซึ่งมีวิธีตั้งค่าแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างระบบปฏิบัติการ iOS และ Android

สำหรับผู้ใช้งาน iPhone (iOS)

  1. ไปที่ การตั้งค่า (Settings)
  2. เลือก เซลลูลาร์ (Cellular)
  3. แตะที่ ตัวเลือกข้อมูลเซลลูลาร์ (Cellular Data Options)
  4. เลือก เสียงและข้อมูล (Voice & Data)
  5. เลือกตัวเลือกใดตัวเลือกหนึ่งต่อไปนี้:
    • 5G On: จะใช้เครือข่าย 5G ตลอดเวลาเมื่อพร้อมใช้งาน ซึ่งอาจใช้แบตเตอรี่มากขึ้น
    • 5G Auto (แนะนำ): iPhone จะสลับไปใช้ 5G เมื่อจำเป็นเท่านั้นเพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองแบตเตอรี่โดยไม่จำเป็น และจะใช้ 4G LTE เมื่อความเร็วระดับ 5G ไม่ได้มอบประสบการณ์ที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับผู้ใช้งาน Android

*เมนูอาจแตกต่างกันไปในแต่ละยี่ห้อและรุ่นของสมาร์ทโฟน

  1. ไปที่ การตั้งค่า (Settings)
  2. เลือก การเชื่อมต่อ (Connections) หรือ เครือข่ายและอินเทอร์เน็ต (Network & Internet)
  3. เลือก เครือข่ายมือถือ (Mobile Networks)
  4. แตะที่ โหมดเครือข่าย (Network Mode)
  5. เลือกตัวเลือกที่มี 5G/4G/3G/2G (Auto connect) หรือ 5G (recommended) เพื่อให้เครื่องจับสัญญาณ 5G เป็นอันดับแรกเมื่ออยู่ในพื้นที่ให้บริการ

แก้ปัญหา 5G ไม่ขึ้น ทำอย่างไรได้บ้าง?

หากตั้งค่าทุกอย่างถูกต้องแล้ว แต่สัญลักษณ์ 5G ยังไม่ปรากฏบนหน้าจอ อาจเกิดจากปัญหาบางอย่าง ลองแก้ไขตามขั้นตอนเบื้องต้นต่อไปนี้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: เน็ตมือถือ วิธีเช็กความเร็วและแก้ปัญหาเน็ตช้าให้ดีขึ้น

  • รีสตาร์ทเครื่อง (Restart): วิธีแก้ปัญหาสุดคลาสสิกที่ได้ผลเสมอ การปิดแล้วเปิดเครื่องใหม่จะช่วยให้โทรศัพท์ค้นหาสัญญาณอีกครั้ง
  • เปิด-ปิดโหมดเครื่องบิน (Airplane Mode): ลองเปิดโหมดเครื่องบินทิ้งไว้ประมาณ 15-30 วินาที แล้วปิด เพื่อบังคับให้เครื่องตัดการเชื่อมต่อและจับสัญญาณเครือข่ายใหม่ทั้งหมด
  • ตรวจสอบพื้นที่ให้บริการอีกครั้ง: คุณอาจกำลังอยู่ในจุดอับสัญญาณ 5G เช่น ในอาคารชั้นใต้ดิน หรือบริเวณชายขอบของพื้นที่ให้บริการ ลองขยับตำแหน่งเพื่อหาสัญญาณ
  • อัปเดตซอฟต์แวร์ (Software Update): ตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบปฏิบัติการของมือถือเป็นเวอร์ชันล่าสุด เพราะการอัปเดตมักจะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการเชื่อมต่อเครือข่ายรวมอยู่ด้วย
  • รีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่าย (Reset Network Settings): หากลองทุกวิธีแล้วยังไม่ได้ผล การรีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่ายจะเป็นการล้างค่าที่บันทึกไว้ทั้งหมด (รวมถึงรหัสผ่าน Wi-Fi) และกลับไปใช้ค่าเริ่มต้นจากโรงงาน ซึ่งมักจะช่วยแก้ปัญหาการเชื่อมต่อที่ซับซ้อนได้ (คำเตือน: วิธีนี้จะลบข้อมูลเครือข่าย Wi-Fi และอุปกรณ์ Bluetooth ที่เคยจับคู่ไว้ทั้งหมด)
  • ติดต่อผู้ให้บริการ: หากปัญหายังคงอยู่ อาจเป็นไปได้ว่ามีปัญหาที่ซิมการ์ดหรือระบบของผู้ให้บริการ ควรติดต่อ Call Center เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานะบริการและให้ความช่วยเหลือต่อไป

การใช้งาน 5G จะช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับการใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือได้อย่างเต็มศักยภาพ การทำความเข้าใจวิธีการตั้งค่าและแก้ไขปัญหาเบื้องต้นจะช่วยให้คุณไม่พลาดการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและทันสมัย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ทำไมสัญลักษณ์ 5G ถึงสลับไปเป็น 4G เอง?

เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเมื่อตั้งค่าเป็น ‘5G Auto’ บน iPhone หรือโหมดอัตโนมัติบน Android เครื่องจะจัดการสลับเครือข่ายให้เองเพื่อประหยัดพลังงาน หรือเมื่อสัญญาณ 5G ในบริเวณนั้นอ่อนกว่า 4G เครื่องจะเลือกจับสัญญาณที่เสถียรกว่า

ใช้ 5G แล้วแบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติหรือไม่?

ใช่ ในช่วงแรกของการใช้งาน 5G อาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าการใช้ 4G เล็กน้อย เนื่องจากโมเด็มต้องทำงานหนักขึ้นในการค้นหาและเชื่อมต่อสัญญาณ 5G แต่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ และการตั้งค่าแบบ ‘5G Auto’ ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยจัดการปัญหานี้ให้ดีขึ้น

ถ้ามือถือรองรับ 5G แต่ใช้ซิมและแพ็กเกจ 4G จะเกิดอะไรขึ้น?

คุณจะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ตามปกติบนเครือข่าย 4G LTE ตามความเร็วสูงสุดของแพ็กเกจที่คุณสมัครไว้ แต่จะไม่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่าย 5G ได้ หากต้องการใช้ 5G คุณต้องเปลี่ยนไปใช้แพ็กเกจที่รองรับ 5G

จำเป็นต้องเปลี่ยนซิมการ์ดเพื่อใช้ 5G หรือไม่?

ส่วนใหญ่แล้วไม่จำเป็น หากคุณใช้ซิมการ์ดประเภท USIM (ซิมที่ใช้กับ 4G) อยู่แล้ว ก็มักจะรองรับ 5G ได้เลย แต่หากเป็นซิมรุ่นเก่ามากๆ อาจต้องติดต่อผู้ให้บริการเพื่อขอเปลี่ยนเป็นซิมรุ่นใหม่ที่รองรับ