ปัญหาเน็ตมือถือหมดเร็วกว่าที่คิดเป็นเรื่องที่หลายคนเจอเป็นประจำ ทำให้ต้องคอยกังวลว่าจะใช้งานไม่พอจนถึงสิ้นเดือน บทความนี้จะแนะนำวิธีตั้งค่าเพื่อช่วยประหยัดเน็ตมือถืออย่างละเอียด ทั้งบนระบบ Android และ iOS เพื่อให้คุณควบคุมการใช้งานดาต้าได้ดีขึ้นและใช้งานแพ็กเกจได้นานเต็มประสิทธิภาพ
Key Point สรุปสั้นๆ
- เปิดโหมดประหยัดดาต้า: ทั้ง Android (Data Saver) และ iOS (Low Data Mode) ช่วยจำกัดการใช้ข้อมูลเบื้องหลังของแอปต่างๆ ได้ทันที
- ตั้งค่าอัปเดตแอปผ่าน Wi-Fi เท่านั้น: ป้องกันการดาวน์โหลดขนาดใหญ่โดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เน็ตหมดเร็ว
- ปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติ: ในแอปโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram ช่วยลดการใช้ดาต้าได้อย่างมหาศาล
- จำกัดการใช้ข้อมูลเบื้องหลัง (Background Data): เลือกปิดเป็นรายแอปสำหรับแอปที่ไม่จำเป็นต้องซิงค์ข้อมูลตลอดเวลา
- ดาวน์โหลดเนื้อหาไว้ล่วงหน้า: ใช้ Wi-Fi ดาวน์โหลดแผนที่ออฟไลน์ เพลย์ลิสต์เพลง หรือวิดีโอไว้ดูก่อนออกจากบ้าน
ทำไมเน็ตมือถือถึงหมดเร็ว? สาเหตุหลักที่หลายคนมองข้าม
ก่อนจะไปดูวิธีแก้ไข เราควรเข้าใจก่อนว่าอะไรคือตัวการหลักที่ใช้ดาต้าของเราไปโดยไม่รู้ตัว การใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือมีหลายกิจกรรมที่กินข้อมูลมากกว่าที่คิด ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักมาจาก:
- การสตรีมวิดีโอความละเอียดสูง: การดู YouTube, Netflix หรือ TikTok ที่ความละเอียด Full HD หรือ 4K เป็นกิจกรรมที่ใช้ดาต้ามากที่สุด ยิ่งดูนาน ยิ่งใช้เยอะ
- แอปโซเชียลมีเดีย: การเล่นวิดีโออัตโนมัติ (Auto-play) และการโหลดรูปภาพความละเอียดสูงในฟีดข่าวของ Facebook, Instagram ทำให้ข้อมูลถูกใช้ไปอย่างต่อเนื่อง
- การทำงานเบื้องหลังของแอป (Background App Refresh): แอปจำนวนมากมีการดึงข้อมูลและอัปเดตตัวเองอยู่ตลอดเวลาเบื้องหลัง เช่น การซิงค์อีเมล, การแจ้งเตือนข่าวสาร, หรือการอัปเดตตำแหน่งที่ตั้ง
- การอัปเดตแอปและระบบปฏิบัติการอัตโนมัติ: หากตั้งค่าให้อัปเดตผ่านเครือข่ายมือถือได้ เมื่อมีอัปเดตใหม่ๆ ที่ไฟล์มีขนาดใหญ่ ก็จะทำให้เน็ตในแพ็กเกจหายไปอย่างรวดเร็ว
- การซิงค์ข้อมูลกับคลาวด์: การสำรองรูปภาพและวิดีโอขึ้น Google Photos หรือ iCloud โดยอัตโนมัติผ่านเน็ตมือถือก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญ
วิธีตั้งค่าประหยัดเน็ตมือถือสำหรับ Android
สำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนระบบ Android มีเครื่องมือในตัวที่ช่วยจัดการการใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถตั้งค่าได้ง่ายๆ ดังนี้
1. เปิดใช้งาน Data Saver (โหมดประหยัดข้อมูล)
นี่คือวิธีที่ง่ายและเร็วที่สุดในการควบคุมการใช้ดาต้าโดยรวม เมื่อเปิดใช้งาน โหมดนี้จะป้องกันไม่ให้แอปส่วนใหญ่ส่งหรือรับข้อมูลในเบื้องหลัง และจะจำกัดการใช้ข้อมูลของแอปที่คุณกำลังใช้งานอยู่ด้วย
ขั้นตอน: ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เครือข่ายและอินเทอร์เน็ต (Network & internet) > โหมดประหยัดข้อมูล (Data Saver) แล้วเปิดใช้งาน
2. ตั้งค่าขีดจำกัดและคำเตือนข้อมูล (Data Limit & Warning)
คุณสามารถตั้งค่าให้มือถือแจ้งเตือนเมื่อใช้เน็ตใกล้ถึงปริมาณที่กำหนด หรือตั้งให้ตัดการเชื่อมต่อเน็ตมือถือโดยอัตโนมัติเมื่อใช้ครบโควต้า เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายส่วนเกิน
ขั้นตอน: ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เครือข่ายและอินเทอร์เน็ต (Network & internet) > ซิม (SIMs) > เลือกซิมที่ใช้งาน > คำเตือนและขีดจำกัดของข้อมูล (Data warning & limit) จากนั้นตั้งค่าตามรอบบิลและปริมาณเน็ตของคุณ
3. จำกัดการใช้ข้อมูลเบื้องหลัง (Background Data) รายแอป
หากมีบางแอปที่กินเน็ตเยอะเป็นพิเศษ คุณสามารถเลือกปิดการใช้งานข้อมูลเบื้องหลังเฉพาะแอปนั้นๆ ได้ โดยเข้าไปตรวจสอบว่าแอปไหนใช้ข้อมูลมากที่สุดก่อน
ขั้นตอน: ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เครือข่ายและอินเทอร์เน็ต (Network & internet) > ซิม (SIMs) > การใช้ข้อมูลของแอป (App data usage) ที่นี่คุณจะเห็นรายการแอปที่ใช้ข้อมูลสูงสุด สามารถแตะเข้าไปที่แอปนั้นๆ แล้วปิดตัวเลือก ‘ข้อมูลเบื้องหลัง’ (Background data) ได้เลย
4. ปิดการอัปเดตแอปอัตโนมัติผ่านเน็ตมือถือ
เป็นอีกหนึ่งข้อที่สำคัญมาก ควรตั้งค่าให้ Google Play Store อัปเดตแอปพลิเคชันต่างๆ เฉพาะตอนที่เชื่อมต่อ Wi-Fi เท่านั้น
ขั้นตอน: เปิดแอป Google Play Store > แตะที่ไอคอนโปรไฟล์มุมขวาบน > การตั้งค่า (Settings) > ค่ากำหนดเครือข่าย (Network preferences) > อัปเดตแอปอัตโนมัติ (Auto-update apps) > เลือก ‘ผ่าน Wi-Fi เท่านั้น’ (Over Wi-Fi only)
วิธีตั้งค่าประหยัดเน็ตมือถือสำหรับ iOS (iPhone)
ผู้ใช้งาน iPhone ก็มีฟีเจอร์ที่ช่วยประหยัดเน็ตได้ดีไม่แพ้กัน ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในเมนูการตั้งค่า Cellular
1. เปิดใช้งานโหมดประหยัดข้อมูล (Low Data Mode)
ฟีเจอร์นี้ทำงานคล้ายกับ Data Saver ของ Android โดยจะหยุดการทำงานเบื้องหลังของแอป ลดคุณภาพการสตรีม และหยุดการดาวน์โหลดอัตโนมัติชั่วคราวเมื่อใช้เน็ตมือถือ
ขั้นตอน: ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เซลลูลาร์ (Cellular) > ตัวเลือกข้อมูลเซลลูลาร์ (Cellular Data Options) > โหมดข้อมูล (Data Mode) > เลือก ‘โหมดประหยัดข้อมูล’ (Low Data Mode)
2. ปิดการดึงข้อมูลใหม่เบื้องหลัง (Background App Refresh)
คุณสามารถเลือกปิดฟีเจอร์นี้ทั้งหมด หรือเลือกปิดเป็นรายแอป เพื่อไม่ให้แอปที่ไม่จำเป็นต้องอัปเดตตลอดเวลามาดึงข้อมูลเบื้องหลัง
ขั้นตอน: ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ทั่วไป (General) > ดึงข้อมูลใหม่เบื้องหลัง (Background App Refresh) คุณสามารถเลือกปิดทั้งหมด หรือเลือกเป็น ‘Wi-Fi’ หรือเลือกปิดเฉพาะบางแอปได้
3. ปิดการดาวน์โหลดอัตโนมัติผ่านเซลลูลาร์
ป้องกันไม่ให้ iPhone ดาวน์โหลดแอปหรืออัปเดตแอปโดยอัตโนมัติเมื่อใช้เน็ตมือถือ
ขั้นตอน: ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > App Store > ปิดสวิตช์ ‘รายการดาวน์โหลดอัตโนมัติ’ (Automatic Downloads) ในหัวข้อ ‘ข้อมูลเซลลูลาร์’ (Cellular Data)
4. ปิด Wi-Fi Assist
Wi-Fi Assist เป็นฟีเจอร์ที่จะสลับไปใช้เน็ตมือถือโดยอัตโนมัติเมื่อสัญญาณ Wi-Fi ที่เชื่อมต่ออยู่ไม่เสถียร ซึ่งอาจทำให้เน็ตหมดโดยไม่รู้ตัว การปิดฟีเจอร์นี้จะช่วยให้คุณควบคุมได้ดีขึ้น
ขั้นตอน: ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เซลลูลาร์ (Cellular) แล้วเลื่อนลงไปด้านล่างสุด จะเจอตัวเลือก ‘Wi-Fi Assist’ ให้กดปิด
เทคนิคเพิ่มเติมเพื่อลดการใช้ดาต้าในชีวิตประจำวัน
นอกจากการตั้งค่าในโทรศัพท์แล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยประหยัดเน็ตได้มากเช่นกัน
- ลดคุณภาพวิดีโอ: ขณะดู YouTube หรือ Netflix ผ่านเน็ตมือถือ ลองปรับลดความละเอียดวิดีโอลงเหลือ 480p หรือ 720p ซึ่งยังคงให้ภาพที่คมชัดบนจอขนาดเล็ก แต่ใช้ดาต้าน้อยลงมาก
- ดาวน์โหลดแผนที่ออฟไลน์: หากต้องเดินทางไปในเส้นทางเดิมๆ บ่อยครั้ง การดาวน์โหลดแผนที่ของ Google Maps หรือแอปแผนที่อื่นๆ ไว้ล่วงหน้าขณะใช้ Wi-Fi จะช่วยให้คุณนำทางได้โดยไม่ต้องใช้เน็ตเลย
- ใช้เบราว์เซอร์ที่มีโหมดประหยัดข้อมูล: เว็บเบราว์เซอร์อย่าง Google Chrome มี ‘โหมด Lite’ ที่จะบีบอัดข้อมูลหน้าเว็บก่อนส่งมาที่มือถือของคุณ ทำให้โหลดหน้าเว็บเร็วขึ้นและใช้ดาต้าน้อยลง
- เชื่อมต่อ Wi-Fi สาธารณะอย่างปลอดภัย: เมื่ออยู่นอกบ้าน เช่น ในร้านกาแฟ หรือห้างสรรพสินค้า การเชื่อมต่อ Wi-Fi จะช่วยประหยัดเน็ตมือถือได้มาก แต่ก็ควรใช้งานอย่างระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว
ตรวจสอบและควบคุมการใช้งาน: รู้ทันก่อนเน็ตหมด
การหมั่นตรวจสอบปริมาณการใช้งานดาต้าเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณวางแผนการใช้งานได้ดีขึ้น คุณสามารถดูสถิติการใช้งานได้โดยตรงจากเมนูตั้งค่าของมือถือ ทั้ง Android และ iOS จะแสดงรายการแอปที่ใช้ข้อมูลมากที่สุด ทำให้คุณรู้ว่าควรจะไปจำกัดการใช้งานของแอปใดเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบที่แม่นยำที่สุดคือการเช็กผ่านผู้ให้บริการโดยตรง สำหรับผู้ใช้ AIS สามารถตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชัน myAIS หรือกดรหัส USSD เพื่อดูข้อมูลแพ็กเกจคงเหลือได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยให้คุณทราบปริมาณเน็ตที่เหลืออยู่ได้อย่างถูกต้องและวางแผนการใช้งานในช่วงที่เหลือของเดือนได้ดียิ่งขึ้น การทราบ วิธีเช็คเน็ตมือถือเหลือเท่าไหร่ จะช่วยให้คุณจัดการแพ็กเกจได้ง่ายขึ้นมาก
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการตั้งค่าเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อทำร่วมกันแล้วจะส่งผลอย่างมากต่อการใช้งานดาต้าโดยรวม ช่วยให้คุณ ควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่าที่สุดจนครบรอบบิล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
การเปิด Data Saver หรือ Low Data Mode มีผลเสียกับการใช้งานปกติหรือไม่?
โดยทั่วไปแล้วไม่มีผลกระทบกับการใช้งานหลักๆ แต่อาจทำให้การแจ้งเตือนจากบางแอป (เช่น อีเมล หรือโซเชียลมีเดีย) ช้าลงเล็กน้อย เพราะแอปไม่ได้ซิงค์ข้อมูลเบื้องหลังตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าเพื่อการประหยัดเน็ต
ทำไมตั้งค่าประหยัดเน็ตทุกอย่างแล้ว แต่เน็ตยังหมดเร็วอยู่?
อาจมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้งานหลักของคุณ เช่น การดูวิดีโอสตรีมมิ่งเป็นเวลานาน หรือการเล่นเกมออนไลน์ที่ต้องใช้ข้อมูลต่อเนื่อง ลองตรวจสอบสถิติการใช้ข้อมูลในเครื่องอีกครั้งเพื่อหาแอปตัวการ หรืออาจเป็นไปได้ว่าแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตที่คุณใช้อยู่อาจไม่เหมาะสมกับปริมาณการใช้งานจริง
การปิด Background App Refresh จะทำให้ไม่ได้รับการแจ้งเตือนใช่หรือไม่?
ไม่เสมอไป สำหรับแอปส่วนใหญ่ที่ใช้ระบบ Push Notification ของ Apple หรือ Google คุณจะยังคงได้รับการแจ้งเตือนตามปกติ แต่การเปิดแอปขึ้นมาอาจใช้เวลาโหลดข้อมูลใหม่นานขึ้นเล็กน้อย เพราะแอปไม่ได้ดึงข้อมูลมารอไว้ล่วงหน้า
หมายเหตุ: อัตราค่าบริการที่ระบุอาจยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า โปรดตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดผ่านแอป myAIS หรือกด *121# ก่อนทำรายการ
